หลักการและทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนรู้ 
หลักการและทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนรู้
ความหมาย \"การเรียนรู้\"
ออซูเบลให้ความหมายการเรียนรู้อย่างมีความหมาย(Mearningful learning) ว่าเป็นการเรียนที่ผู้เรียนได้รับมาจากการที่ผู้สอนอธิบายสิ่งที่จะต้องเรียนรู้ให้ทราบและผู้เรียนรับฟังด้วยความเข้าใจโดยผู้เรียนเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งที่เรียนรู้กับโครงสร้างพุทธิปัญญาที่ได้เก็บไว้ในความทรงจำและจะสามารถนำมาใช้ในอนาคตออซูเบลได้ชี้ให้เห็นว่าทฤษฎีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะอธิบายเกี่ยวกับพุทธิปัญญา
(http://ednet.kku.ac.th/~sumcha/2545/nong/ausubel2.html)
การเรียนรู้ตามความหมายทางจิตวิทยาหมายถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลอย่างค่อนข้างถาวรอันเป็นผลมาจากการฝึกฝนหรือการมีประสบการณ์จากความหมายดังกล่าวพฤติกรรมของบุคคลที่เกิดจากการเรียนรู้จะต้องมีลักษณะสำคัญดังนี้
1.พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจะต้องเปลี่ยนไปอย่างค่อนข้างถาวรจึงจะถือว่าเกิดการเรียนรู้ขึ้นหากเป็นการเปลี่ยนแปลงชั่วคราวก็ยังไม่ถือว่าเป็นการเรียนรู้เช่นนักศึกษาพยายามเรียนรู้การออกเสียงภาษาต่างประเทศบางคำหากนักศึกษาออกเสียงได้ถูกต้องเพียงครั้งหนึ่งแต่ไม่สามารถออกเสียงซ้ำให้ถูกต้องได้อีกก็ไม่นับว่านักศึกษาเกิดการเรียนรู้การออกเสียงภาษาต่างประเทศดังนั้นจะถือว่านักศึกษาเกิดการเรียนรู้ก็ต่อเมื่อออกเสียงคำดังกล่าวได้ถูกต้องหลายครั้งซึ่งก็คือเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวรนั่นเอง
อย่างไรก็ดียังมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแต่เปลี่ยนแปลงชั่วคราวอัน
เนื่องมาจากการที่ร่างกายได้รับสารเคมียาบางชนิดหรือเกิดจากความเหนื่อยล้า
เจ็บป่วยลักษณะดังกล่าวไม่ถือว่าพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนั้นเกิดจากการเรียนรู้
2. พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจะต้องเกิดจากการฝึกฝนหรือเคยมีประสบการณ์นั้น ๆมาก่อน เช่น ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ต้องได้รับการฝึกฝนและถ้าสามารถใช้เป็นแสดงว่าเกิดการเรียนรู้หรือความสามารถในการขับรถซึ่งไม่มีใครขับรถเป็นมาแต่กำเนิดต้องได้รับการฝึกฝนหรือมีประสบการณ์จึงจะขับรถเป็นในประเด็นนี้มีพฤติกรรมบางอย่างที่เกิดขึ้นโดยที่เราไม่ต้องฝึกฝนหรือมีประสบการณ์ได้แก่พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเจริญเติบโตหรือการมีวุฒิภาวะและพฤติกรรมที่เกิดจากแนวโน้มการตอบสนองของเผ่าพันธุ์(โบเวอร์และอัลการ์ด 1987, อ้างถึงใน ธีระพร อุวรรณโน,2532:285) ขอยกตัวอย่างแต่ละด้านดังนี้ในด้านกระบวนการเจริญเติบโตหรือการมีวุฒิภาวะได้แก่ การที่เด็ก 2 ขวบสามารถเดินได้เอง ขณะที่เด็ก 6 เดือนไม่สามารถเดินได้ฉะนั้นการเดินจึงไม่จัดเป็นการเรียนรู้แต่เกิดเพราะมีวุฒิภาวะเป็นต้นส่วนในด้านแนวโน้มการตอบสนองของเผ่าพันธุ์โบเวอร์ และฮิลการ์ด ใช้ในความหมายที่หมายถึงปฏิกริยาสะท้อน (Reflex) เช่นกระพริบตาเมื่อฝุ่นเข้าตาชักมือหนีเมื่อโดนของร้อนพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการเรียนรู้แต่เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของเผ่าพันธุ์มนุษย์
ทฤษฎีการเรียนรู้
ทฤษฎีการเรียนรู้ทางจิตวิทยาอาจแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
1. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behavioral
Theory) เป็นทฤษฎีที่มองธรรมชาติมนูษย์ในลักษระที่เป็นกลางคือ ไม่ดี-ไม่เลว (neutral-passive) การกระทำต่างๆของมนุษย์เกิดจากอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมภายนอกพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากการตอบสนองต่อสิ่งเร้า(stimulus-reapnse)การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมดยงระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนองกลุ่มพฤติกรรมนิยมให้ความสนใจกับ \"พฤติกรรม\" มากเพราะพฤติกรรมเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดสามารถวัดได้และทดสอบได้ทฤษฎีในกลุ่มนี้ประกอบด้วยแนวคิดสำคัญๆ 3 แนวด้วยกันคือทฤษฎ๊การเชื่อมโยงของธอร์นไดด์ทฤษฎีการวางเงื่อนไขและทฤษฎีการเรียนรู้ของฮัลล์
(สืบค้นเพิ่มเติมได้ที่ ทิศนา แขมณี (2550,50-59)
http://changingminds.org/disciplines/leadership/theories/behavioral_theory.htm,
http://viking.coe.uh.edu/~ichen/ebook/et-it/behavior.htm,
http://www.addictionalternatives.com/philosophy/briefcbtherapy.htm)
2. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มปัญญานิยม (Cognitive
theory)
เป็นทฤษฎีที่เชื่อว่า "การเรียนรู้ของมนุษย์ไม่ใช่เรื่องของพฤติกรรมที่เกิดจากกระบวนการตอบสนองต่อสิ่งเร้าเพียงเท่านั้นการเรียนรู้ของมนุษย์มีความซับซ้อนมากกว่านั้นการเรียนรู้เป็นกระบวนการทางความคิดที่เกิดจากการสะสมข้อมูลและการดึงข้อมูลออกมาใช้ในการกระทำและแก้ปัญหาต่างๆการเรียนรู้เป็นกระบวนการทางสติปัญญาของมนุษย์ในการที่จะสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ตนเอง(ทัศนาแขมณี 2550, 59)
ทฤษฎีในกลุ่มนี้อธิบายว่า
การเรียนรู้เป็นผลของกระบวนการคิดความเข้าใจการรับรู้สิ่งเร้าที่มากระตุ้นผสมผสานกับประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมาของบุคคลทำให้เกิดการเรียนรู้ขึ้นซึ่งการผสมผสานระหว่างประสบการณ์ที่ได้รับในปัจจุบันกับประสบการณ์ในอดีตจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการทางปัญญาเข้ามามีอิทธิพลในการเรียนรู้ด้วยทฤษฎีกลุ่มนี้จึงเน้นกระบวนการทางปัญญา (CognitiveProcess) มากกว่าการวางเงื่อนไขเพื่อให้เกิดพฤติกรรมทฤษฎีการเรียนรู้ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ๆคือทฤษฎีเกสตัลท์ ทฤษฎีสนาม ทฤษฎีเครื่องหมายทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาและทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย(สืบค้นรายละเอียด:ทัศนา แขมณี 2550,60-78,
http://www-personal.umich.edu/~rickl/Documents/cognitive-theory-soar.pdf
,
http://en.wikipedia.org/wiki/Theory_of_cognitive_development
,
http://suedstudent.syr.edu/~ebarrett/ide621/cognitive.htm,
http://www.tcw.utwente.nl/theorieenoverzicht/Theory%20clusters/Health%20Communication/Social_cognitive_theory.doc/,
http://chiron.valdosta.edu/whuitt/col/cogsys/piaget.html,
http://postgutenberg.typepad.com/newgutenbergrevolution/,
http://tip.psychology.org/theories.html,
http://www.colorado.edu/communication/meta-discourses/Theory/dissonance/,
http://www.afirstlook.com/archive/cogdiss.cfm?,
http://facultyweb.cortland.edu/andersmd/COG/COG.HTML,
http://users.ecs.soton.ac.uk/harnad/Papers/Py104/anderson.every.html,
http://users.ecs.soton.ac.uk/harnad/Papers/Py104/anderson.every.html)
ตัวอย่างทฤษฎีการเรียนรู้ที่สำคัญ
1. ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก
(Classical Conditioning Theory) หรือ แบบสิ่งเร้า
ผู้ค้นพบการเรียนรู้ลักษณะนี้คืออีวาน พาฟลอฟ (Ivan Pavlov, 1849–1936)
นักสรีรวิทยาชาวรัสเซียที่มีชื่อเสียงมากพาฟลอฟสนใจศึกษาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร
โดยได้ทำการ-ทดลองกับสุนัขระหว่างที่ทำการทดลองพาฟลอฟสังเกตเห็นปรากฎการณ์บางอย่างคือในบางครั้งสุนัขน้ำลายไหลโดยที่ยังไม่ได้รับอาหารเพียงแค่เห็นผู้ทดลองที่เคยเป็นผู้ให้อาหารเดินเข้ามาในห้องนั้นสุนัขก็น้ำลายไหลแล้วจากปรากฎการณ์ดังกล่าวจุดประกายให้พาฟลอฟคิดรูปแบบการทดลองเพื่อหาสาเหตุให้ได้ว่าเพราะอะไรสุนัขจึงน้ำลายไหลทั้งๆที่ยังไม่ได้รับอาหารพาฟลอฟเริ่มการทดลองโดยเจาะต่อมน้ำลายของสุนัขและต่อสายรับน้ำลายไหลออกสู่ขวดแก้วสำหรับวัดปริมาณน้ำลายจากนั้นพาฟลอฟก็เริ่มการทดลองโดยก่อนที่จะให้อาหารแก่สุนัขจะต้องสั่นกระดิ่งก่อน(สั่นกระดิ่งแล้วทิ้งไว้ประมาณ .25 –.50 วินาที)แล้วตามด้วยอาหาร (ผงเนื้อ) ทำอย่างนี้อยู่ 7–8 วันจากนั้นให้เฉพาะแต่เสียงกระดิ่งสุนัขก็ตอบสนองคือน้ำลายไหลปรากฎการณ์เช่นนี้เรียกว่าพฤติกรรมสุนัขถูกวางเงื่อนไขหรือเรียกว่าสุนัขเกิดการเรียนรู้การวางเงื่อนไขเบบคลาสสิก
2. ทฤษฎีปัญญาทางสังคม (SocialCognitive theory)
แนวคิดพื้นฐาน
1. แบนดูรามีทัศนะว่าพฤติกรรม(behavior หรือ Bของมนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับปัจจัยหลักอีก 2 ปัจจัยคือ
1)ปัจจัยทางปัญญาและปัจจัยส่วนบุคคลอื่น ๆ (PersonalFactor หรือ P)
2) อิทธิพลของสภาพ แวดล้อม(Environmental Influences หรือ
2แบนดูราได้ให้ความแตกต่างระหว่างการเรียนรู้(Learning) กับการกระทำ(Performance)ซึ่งสำคัญมากเพราะคนเราอาจจะเรียนรู้อะไรหลายอย่างแต่ไม่จำเป็นต้องแสดงออกทุกอย่างเช่นเราอาจจะเรียนรู้วิธีการทุจริตในการสอบว่าต้องทำอย่างไรบ้างแต่ถึงเวลาสอบจริงเราอาจจะไม่ทุจริตก็ได้หรือเราเรียนรู้ว่าการพูดจาและแสดงกริยาอ่อนหวานกับพ่อแม่เป็นสิ่งดีแต่เราอาจจะไม่เคยทำกริยาดังกล่าวเลยก็ได้
3.แบนดูราเชื่อว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ส่วนมากเป็นการเรียนรู้โดยการสังเกต(Observational Learning) หรือการเลียนแบบจากตัวแบบ(Modeling)สำหรับตัวแบบไม่จำเป็นต้องเป็นตัวแบบที่มีชีวิตเท่านั้นแต่อาจจะเป็นตัวแบบสัญลักษณ์ เช่นตัวแบบที่เห็นในโทรทัศน์ ภาพยนตร์เกมส์คอมพิวเตอร์หรืออาจจะเป็นรูปภาพ การ์ตูน หนังสือนอกจากนี้คำบอกเล่าด้วยคำพูดหรือข้อมูลที่เขียนเป็นลายลักษณ์-อักษรก็เป็นตัวแบบได้
3. กระบวนการเรียนรู้โดยการสังเกต
การเรียนรู้โดยการสังเกตหรือการเลียนแบบประกอบไปด้วย 4 กระบวนการ คือกระบวนการใส่ใจกระบวนการเก็บจำกระบวนการกระทำและกระบวนการจูงใจ
1. กระบวนการใส่ใจ (Attentional processes) เป็นกระบวนการที่มนุษย์ใส่ใจและสนใจรับรู้พฤติกรรมของตัวแบบการเรียนรู้โดยการสังเกตจะเกิดขึ้นได้มากก็ต่อเมื่อบุคคลใส่ใจต่อพฤติกรรมของตัวแบบแต่การจะใส่ใจได้มากน้อยเพียงไรขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 2 ปัจจัยคือปัจจัยเกี่ยวกับตัวแบบและปัจจัยเกี่ยวกับผู้สังเกตปัจจัยเกี่ยวกับตัวแบบ ได้แก่
- ความเด่นชัด
ตัวแบบที่มีความเด่นชัดย่อมดึงดูดให้คนสนใจได้มากกว่าตัวแบบที่ไม่เด่น
- ความซับซ้อนของเหตุการณ์
เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตัวแบบถ้ามีความซับซ้อนมากจะทำให้ผู้สังเกตมีความใส่ใจน้อยกว่าเหตุการณ์ที่มีความซับซ้อนน้อย
- จำนวนตัวแบบ พฤติกรรมหนึ่งๆ
หากมีตัวแบบแสดงหลายคนก็เรียกความสนใจใส่ใจจากผู้สังเกตได้มากหรือการมีตัวแบบที่หลากหลายก็เรียกความสนใจจากผู้สังเกตได้มากเช่นกัน
- คุณค่าในการใช้ประโยชน์
ตัวแบบที่แสดงพฤติกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สังเกตจะได้รับความสนใจมากกว่าตัวแบบที่เป็นไปในทางตรงข้าม
เช่นผู้ที่สนใจการทำอาหารก็จะให้ความใส่ใจเป็นพิเศษกับรายการโทรทัศน์ที่สอนการทำอาหารเป็นต้น
- ความรู้สึกชอบ/ไม่ชอบ
ถ้าผู้สังเกตมีความรู้สึกชอบตัวแบบอยู่แล้วผู้สังเกตก็จะให้การใส่ใจกับพฤติกรรมของตัวแบบมากกว่ากรณีที่ผู้สังเกตไม่ชอบตัวแบบนั้นเลยฉะนั้นการโฆษณาสินค้าผ่านสื่อโทรทัศน์จึงมักใช้ตัวแบบที่เป็นชื่นชอบของประชาชนมาเป็นตัวแบบเพื่อกชวนให้ประชาชนใช้สินค้าที่โฆษณาโดยคาดหวังให้ประชาชนใส่ใจกับการโฆษณาของตน
ปัจจัยเกี่ยวกับผู้สังเกต
- ความสามารถในการรับรู้ รวมถึงความสามารถในการเห็นการได้ยิน การอ่าน การรู้รสการรู้กลิ่น
และการสัมผัสผู้สังเกตที่มีความสามารถในการรับรู้สูงก็มีโอกาสใส่ใจกับตัวแบบได้มากกว่าผู้สังเกตที่มีความสามารถในการรับรู้ต่ำ
- ระดับความตื่นตัว
การวิจัยทางจิตวิทยาพบว่าบุคคลที่มีความตื่นตัวระดับปานกลางมีโอกาสจะ ใส่ใจกับพฤติกรรมของตัวแบบได้มากกว่าบุคคลที่มีความตื่นตัวต่ำเช่นกำลังง่วงนอน หรือมี ความตื่นตัวสูง เช่นกำลังตกใจหรือดีใจอย่างมาก
- ความชอบ/รสนิยมที่มีมาก่อน
ผู้สังเกตมักมีความชอบสังเกตตัวแบบบางชนิดมากกว่าตัวแบบบางชนิดอยู่ก่อนแล้วดังนั้นตัวแบบที่สอดคล้องกับความชอบของผู้สังเกตก็ทำให้ผู้สังเกตใส่ใจ กับตัวแบบได้มากเช่น เด็กเล็กชอบดูการ์ตูนมากตัวการ์ตูนก็มีโอกาสเป็นตัวแบบให้กับเด็กได้มากส่วนวัยรุ่นมักชอบตัวแบบที่เป็นนักร้องนักแสดงยอดนิยมเป็นต้น
2. กระบวนการเก็บจำ (Retention processes)
เป็นขั้นที่ผู้สังเกตบันทึกสิ่งที่ตนสังเกตจากตัวแบบไปเก็บไว้ในความจำระยะยาวซึ่งอาจจะเก็บจำในรูปของภาพหรือคำพูดก็ได้แบนดูราพบว่าผู้สังเกตที่สามารถอธิบายพฤติกรรมของตัวแบบออกมาเป็นคำพูดหรือสามารถมีภาพของสิ่งที่ตนสังเกตไว้ในใจจะเป็นผู้ที่สามารถจดจำสิ่งที่เรียนรู้โดยการสังเกตได้ดีกว่าผู้ที่เพียงแต่ดูเฉยๆ
หรือทำงานอื่นในขณะที่ดูตัวแบบไปด้วยสรุปแล้วผู้สังเกตที่สามารถระลึกถึงสิ่งที่สังเกตเป็นภาพพจน์ในใจ
(Visual Imagery) และสามารถเข้ารหัสด้วยคำพูดหรือถ้อยคำ (Verbal Coding)จะเป็นผู้ที่สามารถแสดงพฤติกรรมเลียนแบบจากตัวแบบได้แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานและนอกจากนี้ถ้าผู้สังเกตมีโอกาสที่จะได้เห็นตัวแบบแสดงสิ่งที่จะต้องเรียนรู้ซ้ำก็จะเป็นการช่วยความจำให้ดียิ่งขึ้น
3. กระบวนการกระทำ (Production processes)
เป็นกระบวนการที่ผู้สังเกตเอาสิ่งที่เก็บจำมาแปลงเป็นการกระทำปัจจัยที่สำคัญของกระบวนการนี้คือความพร้อมทางด้านร่างกายและทักษะที่จำเป็นจะต้องใช้ในการเลียนแบบของผู้สังเกตถ้าผู้สังเกตไม่มีความพร้อมก็ไม่สามารถที่จะแสดงพฤติกรรมเลียนแบบได้แบนดูรากล่าวว่าการเรียนรู้โดยการสังเกตหรือการเลียนแบบไม่ใช่เป็นพฤติกรรมที่ลอกแบบอย่างตรงไปตรงมาการเรียนรู้โดยการสังเกตมีปัจจัยในเรื่องกระบวนการทางปัญญา (Cognitive Process) และความพร้อมทางด้านร่างกายของผู้สังเกตฉะนั้นในขั้นกระบวนการกระทำหรือขั้นของการแสดงพฤติกรรมเหมือนตัวแบบของแต่ละบุคคลจึงต่างกันไปผู้สังเกตบางคนอาจจะทำได้ดีกว่าตัวแบบหรือบางคนก็สามารถเลียนแบบได้เหมือนมากในขณะที่บางคนก็อาจจะทำได้ไม่เหมือนกับตัวแบบเพียงแต่คล้ายคลึงเท่านั้นหรือบางคนอาจจะไม่สามารถแสดงพฤติกรรมเหมือนตัวแบบเลยก็ได้
4. กระบวนการจูงใจ (Motivationprocess)
ตามที่ได้กล่าวไว้ในหัวข้อแนวคิดพื้นฐานข้อที่ 2 คือ แบนดูราแยกความแตกต่างระหว่าง การเรียนรู้(Learning ) ออกจาก การกระทำ (Performance) นั่นคือเราไม่จำเป็นต้องแสดงพฤติกรรมทุกอย่างที่ได้เรียนรู้ออกมาเราจะทำหรือไม่ทำพฤติกรรมนั้นๆก็ขึ้นอยู่กับว่าเรามีแรงจูงใจมากน้อย แค่ไหนเช่นเราอาจจะเรียนรู้วิธีการเต้นแอโรบิค จากโทรทัศน์ แต่เราก็ไม่ยอมเต้นอาจจะเป็น เพราะขี้เกียจฯลฯแต่อยู่มาวันหนึ่งเราไปเจอเพื่อนเก่าซึ่งทักว่าเราอ้วนมากน่าเกลียดคำประณามของเพื่อนสามารถจูงใจให้เราลุกขึ้นมาเต้นแอโรบิคจนลดความอ้วนสำเร็จเป็นต้น
4. การเรียนรู้โดยการหยั่งรู้ (Insight Learning)
นักจิตวิทยาที่สนใจเรื่องการเรียนรู้โดยการหยั่งรู้และทำการทดลองไว้คือโคท์เลอร์ (Kohler,1925)โคท์เลอร์ ได้ทดลองกับลิงชื่อ \"สุลต่าน\"โดยขังสุลต่านไว้ในกรง และเมื่อสุลต่านเกิดความหิวเพราะถึงเวลาอาหารโคท์เลอร์ได้วางผลไม้ไว้นอกกรงในระยะที่สุลต่านไม่สามารถเอื้อมถึงได้ด้วยมือเปล่าพร้อมกับวางท่อนไม้ซึ่งมีขนาดต่างกัน สั้นบ้างยาวบ้าง ท่อนสั้นอยู่ใกล้กรงแต่ท่อนยาวอยู่ห่างออกไปสุลต่านคว้าไม้ท่อนสั้นได้แต่ไม่สามารถเขี่ยผลไม้ได้สุลต่านวางไม้ท่อนสั้นลงและวิ่งไปมาอยู่สักครู่ทันใดนั้น\"สุลต่าน\"ก็จับไม้ท่อนสั้นเขี่ยไม้ท่อนยาวมาใกล้ตัวและหยิบไม้ท่อนยาวเขี่ยผลไม้มากินได้
พฤติกรรมของสุลต่านไม่มีการลองผิดลองถูกเลยโคท์เลอร์จึงได้สรุปว่าสุลต่านมีการหยั่งรู้(Insight)ในการแก้ปัญหาคือมองเห็นความสัมพันธ์ของไม้ท่อนสั้นและท่อนยาวและผลไม้ได้
จากการทดลองของโคท์เลอร์โคท์เลอร์ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการเรียนรู้โดยการหยั่งรู้
ไว้ดังนี้
1.แนวทางการเรียนรู้ในการแก้ปัญหาของผู้เรียนมักจะเกิดขึ้นทันทีทันใดจึงเรียกว่าInsight
2.การที่จะมีความสามารถเรียนรู้แก้ปัญหาอย่างทันทีทันใดได้นั้นผู้เรียนจะต้องมีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาทำนองเดียวกันมาก่อนเพราะจะช่วยทำให้มองเห็นช่องทางในการแก้ปัญหาแบบใหม่ได้
3.นอกเหนือจากประสบการณ์เดิมแล้วผู้เรียนจะต้องมีความสามารถในการมองเห็นความสัมพันธ์ต่างๆเพราะการที่มีความสามารถมองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆนี้เองจะมีส่วนช่วยให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้ในการแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องความสามารถดังกล่าวนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เรียนจะต้องมีระดับสติปัญญา
ดีพอสมควรจึงสามารถแก้ปัญหาโดยการหยั่งรู้ได้(http://school.obec.go.th/sup_br3/rn_05.htm)
|